CHARMING EYE (ตาสองชั้น)

CHARMING EYE
(ตาสองชั้น)

ใครที่กำลังสนใจทำ ตาสองชั้น มาทางนี้!! แก้ปัญหาตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน ชั้นตาหลบใน ตาชั้นเดียว ให้มีชั้นตาที่สวยเข้ากับใบหน้าต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าตาที่สวยงามไม่ใช่เพียงแค่ตาโตหรือตาสองชั้นเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง โดยองค์ประกอบที่ว่านี้ได้แก่

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ดวงตาดูมีเสน่ห์และน่ามอง เรียกว่าเป็น “ตาโมเดล” และเป็นหลักการในการทำศัลยกรรมตาให้กับคนที่มีปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับตาทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นตาตก ตาปรือ ตาชั้นเดียว ชั้นตาไม่เท่ากัน หรือหัวตาปิด เป็นต้น

CHARMING EYE คือ ?

CHARMING EYE คือการผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์ในการเปิดแผลเพื่อให้แผลมีขนาดเล็กและเลือดออกน้อย และยังใช้ร่วมกันกับกล้อง (Microscopic) โดยจะเป็นการเย็บกล้ามเนื้อเพื่อกำหนดชั้นตา แก้อาการตาปรือ ตาตก ชั้นตาหลบใน สำหรับเทคนิค Celebrity eyes บาดแผลจะมีขนาดเล็กจึงไม่จำเป็นต้องเย็บแผล หรือ ตัดไหม หลังผ่าตัดคนไข้บางรายสามารถแต่งหน้าและทำกิจวัตรประจำวันตามปกติได้เลย
ทั้งนี้ปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แพทย์ประเมินและแนะนำวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

ข้อดีของการทำ CHARMING EYE

สิ่งสำคัญหลังทำ CHARMING EYE ที่ไม่ควรละเลย!!

เทคนิคการกรีดยาว หรือ เทคนิคเปิดแผลยาว (FULL INCISION DOUBLE EYES)

เทคนิคการกรีดยาว หรือ เทคนิคเปิดแผลยาว (FULL INCISION DOUBLE EYES)
       ในกรณีที่เปลือกตามีไขมันมาก, เปลือกตามีผิวหนังที่หนาขึ้น, และเปลือกตาที่มีกล้ามเนื้อมากนั้น ปกติจะใช้วิธีการกรีดในการดำเนินการผ่าตัดตาสองชั้น
       การทำตาสองชั้นแบบแผลยาว แบบการกรีดตลอดแนว (Full Incisional Blepharoplasty) เพื่อเป็นการเปิดดวงตาให้โตขึ้น มีการเปิดความยาวและความกว้างของตา ผลที่ได้จะทำให้มีชั้นตาที่ชัดขึ้น ไม่หลบใน ข้อดีคือแพทย์สามารถลงไปเย็บได้ถูกชั้นกล้ามเนื้อตา ถูกตำแหน่ง และสามารถตัดหนังตาส่วนเกินออกได้อย่างแม่นยำและเอาไขมันด้วยเลยทีเดียว เหมาะกับคนที่มีหนังตาเกินมากๆหรือต้องการชั้นตาสวยคมชัดตลอดแนวเส้นชั้นตา
       ทั้งนี้ปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แพทย์ประเมินและแนะนำวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

เทคนิคการกรีดสั้น หรือ การเปิดแผลเล็ก (Small incision Double eyes)

       ตาสองชั้นเทคนิคเปิดแผลเล็กถึงแม้ว่าเป็นการใช้วิธีการกรีดแต่ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ลักษณะพิเศษคือลายเส้นตาสองชั้นมีความบางคมแต่ยังดูไม่หลอกตา เหมาะกับคนที่ไม่ได้มีหนังตาเกินมากเกินไป
       วิธีการผ่าตัดของเทคนิคแผลเล็กคือการรวมข้อดีของวิธีการเย็บกับวิธีการกรีดเป็นหนึ่งเดียวในการใช้ผ่าตัด โดยการกรีดขนาดเล็กบริเวณเปลือกตาบน และทำการกำจัดไขมันหรือกล้ามเนื้อที่ไม่จำเป็นออกบางส่วน หลังจากนั้นจึงค่อยเย็บปิดแผล
       เนื่องจากมีการเปิดแผล ยาวประมาณ 1 ซม. เป็นเทคนิคแผลเล็ก (Small incision blepharoplasty) แม้จะมีไขมันอยู่แต่สามารถนำเอาออกมาและ เย็บชั้นตาใหม่ สร้างลายเส้นตาสองชั้นให้ดูเป็นธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ
       ทั้งนี้ปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แพทย์ประเมินและแนะนำวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

       ปัจจุบันคนนิยมทำตาสองชั้นกันมากขึ้น ปัญหาแทรกซ้อนที่เกิดจากการทำตาสองชั้นก็มากขึ้น ปัญหาที่พบมากที่สุดของการทำตาสองชั้นคือ ชั้นตาไม่เท่ากัน และสาเหตุของชั้นตาไม่เท่ากันที่พบมากที่สุดก็คือการมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis)  ดังนั้นแพทย์ที่ผ่าตัดทำตาสองชั้นที่ดีจำเป็นต้องรู้จักและรักษาภาวะนี้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการทำตาสองชั้นไม่เท่ากัน

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis)
       ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือภาวะที่ลืมตาไม่สุด เปลือกตาด้านบนปิดลงมามากกว่าปกติทำให้เห็นตาดำไม่ครบวง ทำให้ดูตาปรือ ลืมตายาก หากเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง 2 ข้างจะทำให้เหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา ดูเหนื่อยเพลีย แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงข้างเดียวจะเห็นได้ชัดว่าตาไม่เท่ากัน ตาข้างที่เป็นจะตกลงมาปิดตามากกว่า กรณีนี้มักจะสังเกตได้ด้วยตนเอง

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจเป็นมาแต่กำเนิดอยู่แล้ว หรือเกิดขึ้นภายหลังจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นการใส่คอนแทคเลนส์ หรือขยี้ตาเป็นนิสัย บางคนมีตาสองชั้นอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าตาไม่สวย อยากให้ตาสวยขึ้น อยากตาโต หรือคนชอบทักว่าตาดูเหนื่อย ดูง่วงนอนตลอดเวลา ตาง่วง ไม่สดใส หรือทำตาสองชั้นมาแล้ว แต่ไม่สวย ตาปรือๆ เพราะอะไร.. ต้องมาให้รู้จักกับ “ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง”​

ลักษณะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

1.ลืมตาไม่เต็มที่
  ถ้าเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงข้างเดียวจะเห็นเปลือกตาข้างนั้นลงมาปิดที่ขอบบนของตาดำมากกว่าอีกข้าง ลืมตาได้ไม่โตเท่ากับอีกข้าง ชั้นตาจะไม่เท่ากัน ข้างที่เป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะมีชั้นตาที่ใหญ่กว่าข้างที่ปกติ หากปล่อยทิ้งไว้จะบังการมองเห็นได้

2.ปัญหาเลิกหน้าผาก
  ถ้ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นมากมักจะเลิกหน้าผากเพื่อยกคิ้วช่วยให้เปลือกตา ไม่ลงมาบังการมองเห็น อาจทำให้มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยบริเวณหน้าผากจากการออกแรงเพื่อยกเปลือกตา โดยเฉพาะช่วงเย็นๆของแต่ละวันเมื่อหมดแรงยก จะยิ่งทำให้รู้สึกตาลืมยากมากขึ้นกว่าตอนเช้า นอกจากนี้การเลิกหน้าผากนานๆจะทำให้เกิดริ้วรอยถาวรบริเวณหน้าผาก ทำให้ดูมีอายุ และคิ้วโก่งกว่าปกติได้

3.กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงข้างเดียว
  ถ้าเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงข้างเดียวคิ้วข้างที่มีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะสูงกว่าปกติ (แบบไม่ตั้งใจ) ชั้นตาข้างนั้นก็จะใหญ่กว่า เปลือกตาจะปรือลงมาบังตาดำมากกว่าปกติ ทำให้ตาดูไม่เท่ากัน และบังการมองเห็น 1 ข้าง ในเคสที่มีปัญหาดังกล่าวหากเป็นมาก และสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน จะส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพอย่างมาก

4.เบ้าตาลึกกว่าปกติ
  เบ้าตาลึก จะมีลักษณะของร่องลึกอยู่เหนือเปลือกตา ส่วนมากจะพบในผู้ที่มีอายุมาก หรือมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะเห็นเบ้าตาลึกที่ชัดกว่าปกติ ดูเป็นคนง่วงนอนตลอดเวลา เกิดจากไขมันใต้เปลือกตาหายไปจากตำแหน่งที่ลึก ทำให้ตาดูโหล ดูโทรม มองแล้วดูมีอายุ บางคนกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นไม่มากอาจจะมีแค่ข้อ1 ทำให้เราเห็นแค่ว่าตา 2 ข้างเปิดไม่เท่ากันเล็กน้อย

การทำตาสองชั้นโดยไม่แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะเกิดผลอย่างไร

ข้างที่มีปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะดูปรือ ชั้นตาใหญ่กว่าอีกข้าง

สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิด “ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง”

1.เป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบชนิดเป็นมาแต่กำเนิด (Congenital ptosis) กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เป็นมาแต่กำเนิด จะมีเปลือกตาตกตั้งแต่เด็ก ตกแค่ข้างเดียว หรือเป็นทั้ง 2 ข้าง อาจเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตา ทำให้การมองเห็นลดลง ส่งผลให้มีสายตาเอียง หรือ สายตาขี้เกียจ หากไม่แก้ไข

2.อายุมากขึ้น (Involutional ptosis) กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในภายหลัง มักพบมากเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาจะยืดและเปลือกตาตกลงมา การใช้ชีวิตประจำวันของเราก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ในเคสที่มีอาการภูมิแพ้ขึ้นตา ขยี้ตาบ่อยๆ หรือเคสที่มีการใส่ คอนแทคเลนส์ หรือบิ๊กอายเป็นระยะเวลานาน ก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อตายืดได้เช่นกัน

3.อุบัติเหตุหรือการผ่าตัดตาสองชั้นที่ผิดพลาด ก็สามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ การเกิดอุบัติเหตุที่ได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณสมองที่มีเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา กระทบกระเทือนบริเวณเปลือกตา หรือการผ่าตัดกับแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญก็ส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในภายหลังได้

4.การหลั่งสารสื่อประสาทหรือเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อตาผิดปกติ เกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงชนิดที่เรียกว่า โรค MG จะมีอาการหนังตาตกไม่เท่ากันในแต่ละเวลา อาการดีขึ้นเมื่อได้หลับตาพัก หรือช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงชนิดนี้ ไม่ควรได้รับการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เมื่อแพทย์สงสัยภาวะนี้ จะมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัย และการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้อง เป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การรักษา “ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง”

โดยทั่วไปแล้วกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงนั้น อาจจะใช้คำได้ไม่ตรงนัก ความเป็นจริงแล้วกล้ามเนื้อตาไม่ได้มีภาวะอ่อนแรงแต่อย่างใด เพียงแต่มีการยืดของกล้ามเนื้อตา อาจจะเกิดจากการถูขยี้ตาบ่อยเช่นภูมิแพ้ที่ตา หรือการใส่ contact lens มาเป็นเวลานานๆ ทำให้ตาเปิดได้แคบลง ตาปรือลงได้
1.สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถการผ่าตัดแก้ไขได้ ซึ่งวิธีการผ่าตัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องตรวจละเอียด เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละคน
2.ยารักษา (ขึ้นกับสาเหตุ) เช่น กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงชนิดที่เรียกว่า โรค MG

หลังจากผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะมีผลกระทบต่อชั้นตาเดิมหรือไม่?

เวลาผ่าตัดเพื่อแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แพทย์จะต้องรื้อโครงสร้างตาด้านในใหม่ทั้งหมด จะต้องกำหนดชั้นตาใหม่ ร่วมกับการแก้ไขกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรง ในกรณีที่คนไข้ชอบชั้นตาเดิม แพทย์จะออกแบบชั้นตาให้ใกล้เคียงกับช้นตาเดิมมากที่สุด

ข้อควรระวัง

สรุป ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีมากและหลบซ่อนอยู่ในการผ่าตัดทำตาสองชั้นเสมอ เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำตาสองชั้น แพทย์ที่ไม่มีความรู้และไม่สามารถแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังทำตาสองชั้นได้มาก การผ่าตัดทำตาสองชั้นจึงไม่ใช่แค่แพทย์ทำตาสองชั้น แต่ต้องเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านเปลือกตาและสามารถตรวจพบและแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างเหมาะสม